ประสบการณ์เปิดซิงที่ Berlin (Berlin part 3)

มาแล้วงัฟ ประสบการณ์เปิดซิง ไม่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวสถานที่ประวัติศาสตร์แล้ว เป็นประสบการณ์เล่าให้ฟังเฉยๆ ตั้งแต่อั๋นดูหนังเรื่อง Berlin calling รู้สึกว่าเสียงรถไฟฟ้าของที่นี่เป็นเอกลักษณ์มาก เพราะมีเพลงชื่อ train ซึ่งเอาเสียงของรถไฟฟ้ามาเป็นเสียงหลักของเพลงเลย

งั้นเล่าเริ่มจากรถไฟฟ้าเลยละกัน คือคนเยอรมันเค้าแบบซื่อสัตย์มาก ไม่มีการแอบขึ้นรถไฟฟรีนะคะ โดยปกติรถไฟฟ้าเค้าจะไม่มีใครมาตรวจบัตรซักเท่าไหร่ เค้าบอกว่า คนขึ้นรถฟรี มีน้อยเกินไปที่จะจ้างคนมาคอยตรวจ เลยไม่คุ้มเท่าไหร่เพราะค่าแรงเค้าแพง เนื่องจากเรามีตั๋วกรุ๊ปกัน เพราะมีกันหลายคน ก็จะได้ราคาที่ถูกลง แต่ต้องไปด้วยกัน คราวนี้พอมีคนเยอะ ก็มีการลืม ขึ้นรถไฟไม่พร้อมกันอีก เราขึ้นรถไฟกันไปส่วนนึง แต่คนถือตั๋วดันไม่ได้ขึ้นมาพร้อมกัน ทุกคนเลยลงรถกันหมดที่สถานีถัดไป แล้วรอคนถือตั๋วตามมาแล้วไปพร้อมกัน ส่วนสาเหตุน่ะหรอ…

ขอบอกก่อนเลยว่าก่อนหน้าที่จะมาเยอรมัน อั๋นแทบไม่แตะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เลย (ตอนนี้หน่ะหรอ…ก็ไม่ได้กินนะ) คือพอเราออกจากหอตอนเย็นเพื่อที่จะไปเที่ยวกัน ทุกคนก็ถือเบียร์กันคนละขวดเลย (แล้วบอกว่ากฏหมายห้ามกินเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในที่สาธารณะนะ) เราก็พูดกันเรื่องการกินเบียร์ใส่น้ำตาลจะเมาเร็ว การเคาะก้นขวดเบียร์จะทำให้ขวดเบียร์พ่นฟองออกมา อืม…. น่าสน มีคนลองทำค่ะ ฟองเบียร์หกกระจายสถานีรถไฟเลยค่ะ ไม่แปลกใจเลย (-_-a) ด้วยความที่เริ่มกรึ่มๆกันแล้ว เลยมีสมาชิกขาดๆหายๆบ้างประมาณนี้แหล่ะ

สถานที่ๆเราไปคืนนั้นคือผับค่ะ ผับค่ะพี่น้อง เกิดมาไม่เคยเล้ยยย เที่ยวผับเนี้ย เปิดซิงครั้งแรกก็อายุ 22 เข้าไปแล้ว แอบตื่นเต้น นี้ครั้งแรกอั๋นก็มาเยอรมันเลย เท่ป่ะหล่ะ แต่ด้วยความที่เป็นผับที่ดังและใหญ่มาก จะเข้าไปก็ต้องมีต่อคิวกันบ้าง ตอนนั้นอั๋นต่อคิวกะคริสเตียน เพื่อนคนเยอรมัน เพื่อนของคริสเตียนที่เป็นคนเอสโตเนียเป็นผู้หญิงเราจำชื่อไม่ได้ แล้วก็จอร์แกนคนนอร์เวย์ คริสเตียนบอกจอร์แกนว่า จะเข้าผับเราจะจับคู่ดูแลกันนะ ให้ผู้ชายดูแลผู้หญิง จอร์แกนจะดูแลใคร ตอนนั้นมีผู้หญิงสองคน เค้าก็บอกว่า อีกคนมากับคริสเตียนแล้ว เราดูแลแอน ให้ละกัน (เพื่อนฝรั่งเรียกเราว่า แอน) เราก็แอบกรี๊ด เค้าเลือกชั้น แล้วก็กอดเค้าหนึ่งที (โห… หญิงไทย) แก เค้าเป็นฝรั่งสูงหน้าตาดีอ่ะ ฟังเพลงแนวเดียวกับเราเลย คือบอกชื่อวงที่เราชอบ เค้าบอกเค้าฟังแทบทั้งนั้นเลย (จริงๆเราก็ฟังวงที่ไม่ได้แปลกอะไรมากมายนะ) แต่คริสเตียนก็หน้าตาดีนะแก แลดูเข้าใจเด็กเอเชียด้วย เพราะเค้าเคยไปเรียนที่จีนมา เพื่อนเรานางกรี๊ดคริสเตียนมากขนาดแค่มองเค้าก็หน้าแดงหูแดงเลย (ไม่ได้พาดพิงใคร อิอิ) แต่ตอนนั้นเราปลื้มคนนอร์เวย์มากกว่า ดูเค้าพยายามคุยกะเรา แถมฟังเพลงแนวเดียวกันอีก เพราะตอนเข้าผับก็พยายามเดินตามเราไปห้องอื่นๆตลอด แล้วบอกว่า เค้าชอบเพลงแนวนี้เลยมาด้วย ไรงี้

เราจำชื่อผับไม่ได้จริงๆนะ แต่จำได้ลางๆว่าเป็นอาคารคล้ายๆโกดัง อยู่ไม่ไกลจากกำแพงแบร์ลินเท่าไหร่ เสียค่าเข้าด้วย แต่ถ้ามีบัตรนักเรียนก็จะลดราคาได้ (เฮ้ย นักเรียนเนี้ยนะ) ข้างในจะมีห้องอยู่สามสี่ห้องมั้ง ซึ่งพวกเยอรมันเค้าจะพุ่งไปที่ห้องเพลงเทคโนก่อน เราก็จัดเต้นเพลงเทคโนก่อนเลย ห้องกลางจะเป็นเพลงป๊อบ ส่วนห้องถัดข้างในก็จะเป็นเพลงร็อค อีกห้องเหมือนจะเป็น outdoor เปิดเพลงอะไรไม่รู้ (หรือไม่มีก็ไม่รู้ จำไม่ได้) เราเต้นเพลงเทคโนได้ซักพัก เริ่มอยากไปดูที่อื่นบ้าง และห้องเพลงร็อคมันเจ๋งมาก คือไม่ใช่เพลงร็อคทั้งหมดนะ มันมีเพลงอินดี้เปิดด้วย เพลลงเปิดมา อิชั้นร้องได้แทบทุกเพลงหมด

จำได้ว่าเต้นกับเพื่อนอยู่ห้องนั้นซักพักเลย รู้สึกได้ว่ามีผู้ชายมองเหมือนกัน แล้วเราก็ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ กลับมา ก็ไปหาเพื่อน…ไม่เจอ หืมมม พอเรารู้สึกไม่ปลอดภัย เลยจะกลับไปรวมตัวกะเพื่อนคนอื่น ซักพักมีคนเยอรมันคนสองคนนี้แหล่ะ กันเราที่ประตูเลยอ่ะ แถมซัดภาษาเยอรมันใส่อีก ตอนนั้นแบบทั้ง งง ทั้ง กลัว อะไรวะ มึง ใครเนี้ย คาดว่าคริสเตียนคงเห็นสัญญาณว่าเราแอบกลัวอยู่เลยเดินมาหาเราแล้วบอกว่า เราจะกลับแล้วนะ แล้วพาเราออกไป กรี๊ด พระเอกโพด >.,< ประสบการณ์โดนผู้ชายจีบในผับครั้งแรก

อยู่ในผับ จะมีบางคนที่ใช้ภาษาใบ้ได้ อั๋นก็เคยเรียนมาบ้าง ตอนที่อยู่อเมริกา มีผู้ชายสอนเอาไว้ใช้พูดกันสองคน -//////- ค่ะ จะเข้าห้องน้ำ จะไปซื้อเบียร์ อะไรแบบนี้ ใช้ภาษาใบ้ตลอด จริงๆก็ไม่ได้มีนัยอะไรหรอก คือคนผู้หญิงคนเอสโตเนีย เค้าไม่ชอบให้คนมาเอาหน้ามาใกล้เค้า เค้าเลยขอใช้ภาษาใบ้แทนตอนคุยกันในผับ อั๋นว่าก็โอเคนะ เราพอรู้อยู่บ้าง แค่นี้ก็พอรู้เรื่องอยู่

วันนั้นเรากลับกัน หกโมงเช้าค่ะ สุดยอดผับเยอรมัน ตอนแรกนึกว่าซักตีสองปิดเหมือนบ้านเรา (เข้าใจว่าอย่างนั้นนะ ตอนนั้นแบบไม่เคยเที่ยวผับจริงๆ) พอตีสาม ตีสี่ ตีห้า แม่งยังไม่เลิกเต้นกันอีก พอหกโมง เปิดไฟตำรวจมาเลยครับ พวกเราก็กลับหอไปพักผ่อน สุดยอด เต้นกัน ห้าหกชั่วโมงเลย จำได้ว่าช่วงตีสี่ตีห้าเราเหนื่อยอ่ะ นั่งเฉยๆเลย บอก เออเต้นๆกันไปเหอะ เราอยากพัก ฮะๆๆ ประสบการณ์ผับครั้งแรกนี้มัน เยอรมันจริงๆครับ แหม่…

62125_1593458967210_657305_n

อีกหนึ่งประสบการณ์การเปิดซิงคือ อยู่ประสบการณ์ Top less ค่ะ เข้าใจว่าในห้องนั้นมีแต่ผู้หญิงไง ทุกคนแม่งถอดเสื้อถอดผ้าผ่อนกันหมด ดีที่ยังมีกุงเกงในกันอยู่ เรานี้ แกล้งหลับเลยหง่ะ มันไม่คุ้น นี้ออกห้องน้ำมา เราปกติเข้าห้องน้ำก็แต่งตัวในห้องน้ำเลย อันนี้ทุกคนมา Top less กันหมด เรา Culture shock มาก ตกใจ ไม่เคยเห็นของจริง อายของตัวเองอ่ะ เล็กนิดเดียว T__T

สรุป ไปแบร์ลินรอบนี้ มันมาก เหนื่อยมาก ชอบจริงๆ แต่มันไกลจากอาเค่นไปหน่อย เลยไม่ได้ไปอีกรอบ (แต่ไป เนินแบร์กสามรอบนี้คืออะไร!!!) ประสบการณ์เปิดซิงอั๋นก็หลายๆอย่างก็เพิ่งเคยทำที่เยอรมันเหมือนกัน ถือว่าเป็นการเปิดประตูสู่โลกกว้างเนอะ ^__^

รูปสุดท้าย ให้ทายว่าแปลว่าอะไร อยู่แถวๆสถานีรถไฟที่โฮสเทลที่อั๋นพัก ไปละ เจอกันทริปหน้าจ้า

33523_1522995725725_1775983_n

หนังพาไปที่ Berlin (Berlin part 2)

ด้วยการที่อั๋นไปเยอรมันเป็นครั้งแรก บอกเลยว่าตื่นเต้นกับการเรียนภาษาเยอรมันมาก แถมฟิตจัดเอาหนังเยอรมันมาดูอีก ก็ฟังออกบ้าง ไม่ออกบ้าง ตอนนั้นเรื่อง Downfall (der Untergang) กำลังดัง หนังท่านผู้นำที่เค้าชอบเอามาทำซับนรกนั้นแหล่ะ ไม่ได้น่ากลัวนะ แต่ดูแล้วเครียดมาก ท่านผู้นำกำลังจะแพ้ หนังก็ถ่ายทอดอารมณ์การใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายของท่านผู้นำได้ดีทีเดียว

ด้วยความที่ HDD อั๋นเสีย ทำให้รูปของอั๋นมีไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ที่เหลืออยู่จะเป็นของเพื่อนบ้าง ไม่ก็อันที่อับลง Google plus เอาไว้ เลยมีรูปน้อยไปหน่อยนะคะ

ที่ยุโรป ณ เมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ เค้าจะมี Free walking tour แทบทั้งนั้น โดยส่วนมากจะเป็น ทัวร์ฟรีๆเลย แต่ต้องลงทะเบียนก่อน พอเสร็จจากทัวร์แล้ว ก็จะให้ทิปคนนำทัวร์ตามความพอใจของเค้าเลย ซิตี้ทัวร์ก็มีหลายภาษา ทั้งอังกฤษ สเปน เยอรมัน รูมเมตอั๋นเป็นคนสเปนก็บอกว่า ขอฟังภาษาสเปนแทนได้รึเปล่า ภาษาอังกฤษเค้าไม่แข็งแรง (ฮะๆๆ) ซิตี้ทัวร์ก็จะไปรวมตัวกันที่แถวๆ ประตูบรานเดนบวร์ก (Brandenburger Tor) ที่อยู่ใน Pariser Platz ซึ่ง ต่างชาติเยอะม้ากกก เยอะจนแบบ เพื่อนคนเยอรมันบอกว่า เค้าเป็น local people นะ ใครอยากถ่ายรูปกับคนเยอรมันบอกได้เลย อั๋นอาจจะไม่ได้เรียงตามเส้นทางที่เดินใน City tour นะ แต่เรียงตามที่เค้าเขียนในเวปว่า เค้าพาไปดูอะไรบ้าง โดย City tour จะแค่พาเดินผ่าน ไม่ได้เข้าไปข้างในนะ ซึ่งอั๋นกับเพื่อนๆก็จะเข้าไปข้างในในวันถัดไปอีกที

Brandenburger Tor

ประตูบรานเดนบวร์ก เป็นอดีตประตูเมืองและเป็นสัญลักษณของกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเอกภาพของประเทศเยอรมนี ข้างบนจะมีรูปปั้นราชินีแห่งชัยชนะ (Siegesgoettin Viktoria) ควบขับรถเทียมม้า 4 ตัว ซึ่งอั๋นเข้าใจว่า เค้าคงไปเอามาจากไหนซักที่แน่ๆ เพราะไปฝรั่งเศส หรือ อิตาลี ก็มีแบบนี้กันหมด แถมที่กรุงโรมก็ใหญ่กว่าเยอะเลย เค้าบอกอันนี้เหลืออยู่ประตูเดียวจากทางเข้าทั้งหมดหลายประตู เพราะโดนระเบิดลงสมัยสงครามโลก

Siegesgoettin Viktoria

The Reichstag เค้าบอกว่าเป็น รัฐสภา ที่ทำงานของรัฐบาลเยอรมัน ข้างบนจะเป็นโดมแก้ว Reichstag dome ปีนขึ้นไปได้ ซึ่งโดมจะอยู่ข้างบนที่ทำงานของรัฐบาลอีกที เค้าบอกว่า ให้ประชาชนเข้าไปได้ เพราะเราทำงานให้ประชาชน ประชาชนจะได้รู้สึกว่า เค้าสามารถมองเห็นคนทำงานจากข้างบนได้ (แนวคิดเจ๋งป่าว)

ข้างในโดม

จากด้านนอก เสียดายที่ไม่มีรูปเต็มๆทั้งอาคาร

จากด้านนอก เสียดายที่ไม่มีรูปเต็มๆทั้งอาคาร

The memorial to the Murdered Jews of Europe ด้วยความสัตย์จริงเลย ตอนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่า Jews คืออะไร ทำไมมี musium แบบนี้ด้วย พอเข้าไปข้างในถึงเข้าใจ คือเป็นอนุสรณ์สถานสำหรับระลึกถึงชาวยิวที่ถูกทหารเยอรมันทรมาณในยุโรป ข้างในจะมีทั้ง Time line ตั้งแต่เริ่มมีการจัดระเบียบยิว ไปจนถึงเยอรมันแพ้สงครามเลย และมีรูปภาพ จดหมาย สิ่งของเครื่องใช้ ประวัติต่างๆ แผนที่ชาวยิวที่ถูกทำร้าย เป็นทริปที่หดหู่มาก ขนาดมีแต่ภาษาเยอรมัน เรายังรู้สึกได้ถึงความเลวร้ายของสงครามเลย ข้างบนของพิพิธภัณฑ์ จะเป็นอนุสรณ์สถาน ที่เป็นบล็อคสี่เหลี่ยมขนาดต่างๆกัน ตอนแรกเราคิดว่ามันเป็น art ซึ่งหาความหมายไม่ได้ จริงๆแล้วความหมายของเค้าคือ บล็อคต่างๆ สามารถหมายถึงป้ายสำหรับเป็นหลุมศพ ก็ได้ และถ้ามองจากด้านนอก บล็อคจะอยู่ในระดับที่ไม่ค่อยต่างกันมาก แต่จริงๆแล้วบล็อคมีขนาดต่างๆกันถ้าวัดจากฐานของแต่ละกัน ที่ความสูงต่ำไม่เท่ากันเพื่อสื่อว่า เมื่อเราอยู่ในบล็อคที่มีความสูงมากๆ เราจะไม่สามารถมองเห็นบล็อคทั้งหมดได้ หมายความว่าถ้าเราทำตัวใหญ่เกินไป เราจะมองไม่เห็นอะไรรอบๆเลย (ถ้าอั๋นจำไม่ผิด จากที่เพื่อนคนเยอรมันเล่ามานะ) เป็นความหมายที่ลึกซึ้งมากๆ

DSC03732

แผนที่การแผ่ขยายของทหารเพื่อล้างยิว

The site of Hitler’s Former Bunker เป็นหลุมหลบภัยของท่านผู้นำ ตามแบบในหนังเลย เค้าบอกว่า ถ้าใครได้ดูเรื่อง Downfall เนื้อเรื่องส่วนใหญ่จะอยู่ในสถานที่แห่งนี้เลย ด้วยความที่ดูมาแล้ว เลยพอจะนึกออกว่าข้างในเป็นยังไง ในหนังก็จะเป็นช่วงที่เยอรมันกำลังจะแพ้สงคราม นายทหารผู้ใหญ่บางคนต้องฆ่าตัวตายในบังเกอร์นี้ รวมถึงท่านผู้นำ ที่พอยิงภรรยาแล้ว ก็ยิงตัวเองตาม แล้วรีบเอาศพไปเผาทันทีเพื่อไม่ให้ทหารรัสเซียจับไป

Luftwaffe HQ รู้สึกว่าจะเป็นอาคารทำการ air force สมัยยุคนาซีนะ ในหนังก็จะเป็นตรงที่เค้าทำความเคารพท่านผู้นำกัน อาคารใหญ่มากๆ ข้างๆอาคารจะมีรูปวาดเขียนประมาณว่า ทำงานเพื่อรัฐ รัฐจะนำความสุขมาให้ เพราะรูปภาพจะเป็นรูปประชาชนมีความสุขในเมือง อะไรประมาณเนี้ย เพราะอั๋นแปลได้แค่คำว่า Arbeit ที่แปลว่าการทำงาน

เดินถัดไปอีกหน่อย ก็จะเจอกำแพงเบอร์ลิน ซึ่งเราก็เดินเล่นกันไปตั้งแต่วันแรกแล้ว พูดถึงกำแพงแบร์ลิน อั๋นนึกถึงหนังเรื่อง Goodbye Lenin พูดถึงสมัยที่เยอรมันเพิ่งรวมประเทศ (ซึ่งถ้าพูดถึง “ประเทศ” เยอรมันแล้ว เค้าบอกว่ายังรวมกันได้ไม่ถึงสามสิบปีเลย) ในหนังก็จะเห็นถึงความแตกต่างและวิถีชีวิตระหว่างเยอรมันตะวันออกและตะวันตกได้ดีทีเดียว สมัยนั้นบางคนก็ยังรับไม่ได้นะที่ความเปลี่ยนแปลงเพิ่งเข้ามา ซึ่งความด้านตะวันออกจะคล้ายๆกับที่เห็นในภาพนี้เลย

Checkpoint Charlie เข้าใจว่าเป็นจุดที่ทหารอเมริกันเค้าอยู่กันนะ เพื่อนบอกว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าใครคือชาลี แต่สมัยนั้น ชื่อชาลี คือคอมม่อนมากๆของคนอเมริกัน ซึ่งตอนนี้ถึงจะไม่มีสงครามแล้ว แต่ก็ยังมีทหารมายืนอยู่จริงๆอยู่เลย คาดว่าสำหรับนักท่องเที่ยวคือมาให้ถ่ายรูป แต่อั๋นก็ไม่รู้วัตถุประสงค์จริงๆเหมือนกัน ตรงจุดนี้ เป็นจุดที่อยู่ระหว่างกำแพงที่ตอนนั้นอเมริกาจะดูฝั่งตะวันออก และ รัสเซีย จะดูอยู่ฝั่งตะวันตก ตรงเช็คพ้อยต์ชาลี ก็จะเป็นจุดเช็คพ้อยต์ของทหารอเมริกัน และจะมีรูปทหารอเมริกันอยู่ ซึ่งว่ากันว่าเค้าคือ ชาลี นี้เอง

หลังจากเช็คพ้อยต์ชาลี อั๋นก็เริ่มฟังไม่ค่อยรู้เรื่องแล้ว เหนื่อยฮะๆ แต่ก็ยังมีรูปถ่ายอยู่บ้าง ซึ่งสิ่งก่อสร้างพวกนี้จะเป็นพวกสิ่งก่อสร้างยุคเก่าๆ ที่อยู่ในละแวกจตุรัส Bebelplatz ซึ่งก็จะมีตลาด โบสถ์ โอเปร่าเฮาส์ สิ่งปลูกสร้างโบราณสมัยเก่า ที่ไม่ได้โดนระเบิด (หรือโดนแล้ว แล้วเค้าบูรณะแล้ว) อยู่

รูปปั้น Neue Wache เข้าใจว่าเป็นรูปผู้หญิงอุ้มลูกนะ จำไม่ค่อยได้

รูปปั้น Neue Wache เข้าใจว่าเป็นรูปบอกถึงเกี่ยวกับความเลวร้ายของสงครามนะ

และเดินไปจนถึงที่สุดท้ายก็คือแถวๆ Museum Island ซึ่งเป็นที่สุดท้ายของ City tour

ตรง Museum Island จะมีพิพิธภัณฑ์อยู่รวมๆกันอยู่ห้าที่ อั๋นได้เข้าไปที่เดียว ใหญ่มากๆ เค้าบอกว่า ไปเอามาจากที่อื่น จากสมัยยุคสงคราม แบบ กำแพงบ้านเมืองเค้ายังอุตสาห์ยกมาแบร์ลินได้ สุดยอดจริงๆ หรือแม้แต่รูปปั้นจากกรีก หรืออิตาลี ซึ่งใหญ่มากๆๆๆ ก็ยังแทบจะเหมือนกับเอาวิหารมาไว้ในนี้เลย ไม่มีรูปใน museum นะ พอดีไม่ค่อยชอบถ่ายรูปแนวนั้นซักเท่าไหร่ ฮะๆๆๆ

แบร์ลินโดมในตำนาน

แบร์ลินโดมในตำนาน

Altes Museum

Altes Museum

โถ พ่อคุณ เพลียจัด

โถ พ่อคุณ เพลียจัด

หอคอยมนุษย์ ฮ่ะๆๆๆ

หอคอยมนุษย์ ฮ่ะๆๆๆ

คือทุกคนถอดรองเท้ากันหมด เจ๊อรีน่า เลยจัดการขโมยมาผูกกันให้หมดเลย

คือทุกคนถอดรองเท้ากันหมด เจ๊อรีน่า เลยจัดการขโมยมาผูกกันให้หมดเลย

ชอบรูปนี้อ่ะ แบบ 3 sterio type เลย

คือ น่ารักมากอ่ะ อั๋นนี้แบบ…ขี้เหร่สุดๆเลย

ตรงกลาง Island ก็จะเป็นสนามหญ้า หญ้านุ่มน่านอนมาก เพื่อนคนไทยคนนึงบอกว่า เคยไปเที่ยวผับจนเมาแล้วมานอนกลิ้งแถวๆนี้อยู่ อั๋นก็ไปนอนกลิ้งมาแล้วนะ แต่ไม่ได้เมานะคะ อิอิ

เนื่องจากแบร์ลินเป็นเมืองใหญ่ นอกจากแหล่งท่องเที่ยวโบราณหรือซากปรักหักพังจากสมัยสงครามแล้ว ยังมีส่วนที่เป็นเมืองธุรกิจด้วย ตึกนี้ทันสมัยสุดๆ คือถ้าเรามาจากบ้านนอกอย่าง Aachen พอเห็นตึกพวกนี้นึกว่าอยู่คนละประเทศกันเลยทีเดียว

ย่าน Shopping

Berliner Mauer กับซากกำแพงที่เหลืออยู่

ตรงกลางๆนี้ ยังแอบมีซากของกำแพงด้วยหลายบล็อคอยู่เหมือนกัน มีคนบอกว่า มาถึงที่นี่แล้ว ให้เอาหมากฝรั่งแปะเอาไว้ที่กำแพงนี้ เพื่อบอกว่า “ฉันมาถึงแล้วนะ” แต่อั๋นว่ามันน่าอี๋ไปหน่อย แต่ก็เห็นคนแปะไว้เยอะมากเหมือนกัน ฝรั่งนี้บางทีก็ประหลาดนะ

อี๋ๆๆ

45893_152852951396997_1053089_n-2

นอกจากนี้ ระหว่างที่เดินในเมืองและย่านช๊อปปิ้งแล้ว อั๋นยังได้ไปพิพิธภัณฑ์ช็อคโกแลต ณ แบร์ลินมาอีกด้วย แบบ เค้ามีช็อคโกแลตทำเป็นรูปสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆในแบร์ลิน และมีช็อคโกแลตมากมายหลายหลากขายด้วยแหล่ะ เข้าฟรีนะ (ไม่เหมือนที่โคโลนญ์ คิดว่าจะไปแต่ก็ยังไม่ได้ไปเลย) อั๋นก็ซื้อช็อคโกแลตจากที่นั้นกลับไปฝากคนที่บ้านเหมือนกัน ตอนนี้ยังเก็บกล่องเอาไว้อยู่เลย

บรานเดนบวร์ก จากช็อคโกแลต และหมีคนุด

รัฐสภา จากช็อคโกแลต

หลักๆที่เที่ยวในแบร์ลินที่เค้าเที่ยวกันก็ประมาณนี้แหล่ะ บล็อคหน้า อั๋นจะเล่าถึงประสบการณ์เปิดซิงเยอรมัน อิอิ

และรูปปิดท้ายบล็อคนี้ คือรูปโปรไฟล์อั๋นเมื่อสองปีที่แล้วนั้นเอง!!!

Berlin ณ เมืองหลวง (Berlin part 1)

กลับมาอีกแล้วสำหรับทริปท่องเที่ยว งวดนี้จะย้อนไปไกลหน่อยนะ คือเรื่องมันเกิดเมื่อสามปีที่แล้วแล้วหล่ะ สมัยที่อั๋นไปเปิดซิง เยอรมันครั้งแรก ซึ่งก็จำไม่ได้ว่าไปกี่วันด้วยซิ – -a คือไปมาสองรอบ ไม่มีเขียนถึงเมืองหลวงก็เหมือนมาไทยแล้วไม่ไปกรุงเทพ (รึเปล่านะ)

เราออกจาก Erlangen กันตั้งแต่เช้าตรู่ จำได้ว่าเพื่อนคนเยอรมันซัดเบียร์ตั้งแต่รถไฟยังไม่มา ใครว่าคนไทยมาช้า นี้ฝรั่งเค้าก็มาช้ากันหมด คนนัดเค้าไม่ยอมบอกเวลาจริงที่รถไฟออก แต่จำได้ว่า เค้าบอกก่อนเวลาออกเป็นชั่วโมงเลยเหมือนกัน แล้วพวกเราก็นั่ง ICE กันออกไป ตรงจาก Erlangen ไป Berlin เลย แจ่มมาก เค้าบอกว่า จริงๆ ICE ไม่จอดเมืองเล็กๆแบบนี้นะ แต่พอดีว่า คนต้องการเดินทางทางนี้เยอะขึ้นเพราะเป็นทั้งเมืองมหาวิทยาลัย และเป็นที่ตั้งของบริษัทใหญ่ยักษ์ของเยอรมัน (Siemens) คนเลยเดินทางจากที่นี่เยอะ ระหว่างทางเราก็เล่นไพ่ slave กัน รู้สึกดีมากที่เราเล่นเป็น (แหงล่ะ สมัยเรียนนี้ นั่งล้อมวงเล่นไพ่กันไม่หลับไม่นอน) บางคนก็เล่นไม่เป็น คนเยอรมันก็ต้องเป็นคนสอนให้ จนเล่นเป็นกันหมด แล้วก็เล่นกันตลอดทางจนถึงแบร์ลินเลย

แต่เช้าเลยครับ ข้าวเช้ายังไม่ได้กินกันเลย

แต่เช้าเลยครับ ข้าวเช้ายังไม่ได้กินกันเลย

รู้สึกว่าใช้เวลาสามสี่ชั่วโมงเองมั้ง รถไฟความเร็วสูงมาก คือไปตอนเช้า ถึงตอนข้าวเที่ยง ทั้งๆที่ระยะทางพอๆกับกรุงเทพ เชียงใหม่ แต่ไวกว่าเป็นเท่าตัวเลย ไปถึงก็จัดแจงเก็บเสื้อผ้า กระเป๋า เข้าห้องพักแบบ Hostel เอาเข้าจริง นี้เป็นโฮสเทลครั้งแรกๆของอั๋นเลยนะ แบบ นอนรวมกันแปดคน ใช้ห้องน้ำรวมแบบไม่มีประตู มีแต่ม่าน กั้นแต่ละห้อง แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายนะ เพราะเอาเข้าจริง ห้องพักนี้ เอาไว้เพื่อนอนอย่างเดียวจริงๆ

ถึงแบร์ลินแล้ว เย้

ขอคร่าวๆก็แล้วกันนะ เพราะอั๋นจำ sequence ไม่ได้ว่าวันไหนเริ่มก่อนหลัง เอาเป็นว่า ไปที่ไหนบ้างก็แล้วกัน

หลังจากเอาของไปเก็บแล้ว ทุกคนก็พร้อมออกเดินทาง นั่งรถไฟฟ้าเยอรมัน ไปเทียวกันแล้ว เย้ๆ จำได้ว่า เราเดินกันรอบๆกำแพงแบร์ลิน ไปเรื่อยๆแล้วไปหาข้าวเย็นกินกัน กำแพงแบร์ลินถูกทำลายไปเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ซึ่งกำแพงก็ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยเยอรมันแพ้สงครามโลกแล้ว จริงๆอั๋นก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมต้องสร้างหรอกนะ ตอนอั๋นอยู่เยอรมัน จำได้ว่าเค้ามีทริปพาเที่ยวกำแพงที่กั้นระหว่างเยอรมันตะวันออก กับตะวันตกสองทริปเลย ซึ่งแต่ละทริปก็แสดงให้เห็นถึงความหดหู่ของสงครามทุกครั้งเลย ตลอดเส้นทาง กำแพงก็จะถูกขีดเขียนด้วยคำและรูปภาพที่เกี่ยวข้องกับอิสระภาพ ความโหดร้ายของสงคราม อะไรพวกนี้เจ๋งมากเลยค่ะ

DSC03700

ซึ่งกำแพงพวกนี้ก็จะเรียบแม่น้ำ Spree (ชเปร) ไปเลย

จากตรงนี้จะเห็นทั้งแม่น้ำ และเสาโทรทัศน์แบร์ลินเลย

สะพาน Oberbaumbrücke (โอเบอร์บาวม์)

สะพาน Oberbaumbrücke (โอเบอร์บาวม์) ถ่ายผิดด้านไปหน่อย ถ้าถ่ายอีกด้าน ก็จะเห็นหอคอยโทรทัศน์ด้วย

จากนั้น เราก็เข้าไปในเมือง เพื่อขึ้นหอคอยใกล้ๆเพื่อดู หอคอยโทรทัศน์ที่อเล็กซานเดอร์พลาส บนความสูง 200 เมตรนี้มันเป็นสัญลักษณ์ขอแบร์ลินเลยนะ รู้สึกว่าที่ในรูปมันจะไม่ใช่หอคอยโทรทัศน์มั้ง  เค้าบอกว่า มีร้านอาหารอยู่นะ แต่อั๋นไม่ได้กิน แค่ขึ้นไปถ่ายรูป ดูวิวเฉยๆ จากนั้นก็ลงมาถ่ายรูปเดินเล่นแถวๆศาลากลางแดง ที่มีน้ำพุเนปจูนค่ะ

From the top!

กับน้องหมีคนุดที่มีอยู่ทั่วเมืองเลย

สังเกตดูที่นมนะ ไม่รู้ผ่านมากี่มือแล้ว ฮะๆๆ

สังเกตดูที่นมนะ ไม่รู้ผ่านมากี่มือแล้ว ฮะๆๆ

แล้วเราก็ไปเที่ยวต่อไว้บล็อคหน้าเดี๋ยวอั๋นมาเล่าเรื่องทริปตามรอยหนังของท่านผู้นำนะ รออ่านด้วย

และรูปส่งท้ายประจำบล็อคนี้

Bless you!

วันนี้อั๋นเห็นพี่ทีมหลีดจามแหล่ะ ตามความเคยชินแล้ว อั๋นอยากจะพูดออกไปว่า Gesundheit! มาก แต่ไม่รู้ว่า ภาษาไทยเค้าเรียกว่าอะไร เลยได้แต่เงียบ แต่ก็ยังติดใจอยู่ที่ไม่ได้แสดงความห่วงใยเหมือนที่เคยติดเป็นนิสัยไปซักพัก

คำว่า Bless you! เค้าว่ากันว่ามีมาเป็นพันๆปีแล้วนะ มาจากคำว่า God bless you. ซึ่งเค้าจะพูดให้คนที่เค้าเพิ่งจามไป  มีประวัติยาวนานเหมือนกัน ขี้เกียจเล่า หาอ่านเอาในวิกิละกัน

CameraZOOM-201308271311205491.jpg

Bless you

ส่วนคำว่า Gesundheit! นี้ใช้ในบริบทเดียวกันเลย ซึ่งคำว่า Gesundheit แปลว่า สุขภาพ เป็นคำอวยพรเหมือนกัน

เมื่อก่อนไม่สังเกตุเลยนะ พอไปอยู่ที่อื่นแล้วแบบ จามที มีคนอวยพรกันล้นหลามเลย แอบตกใจว่า มันมีอะไรๆแบบนี้ด้วยหรอ เคยมีคนเยอรมันถามอั๋นเหมือนกันนะ ว่าคำว่า Gesundheit นี้พูดภาษาไทยว่าอะไร … เรานี้คิดไม่ออกเลย ตันพอๆกับคำว่า Guten appetit (Good appetit) เลย ขอให้กินอร่อย หรอ?

Good Appitit

Good Appitit

เคยมีเรื่องตลกตอนอั๋นทำงานอยู่ที่เยอรมัน ซุปเปอร์ไวเซอร์อั๋น จามสามทีติดกัน เสียงดังมาก แต่วันนั้นเค้าอยู่ห้องคนเดียว ส่วนอั๋นกับเพื่อนรุ่วมงานอีกคนก็อยู่ห้องตัวเอง เลยไม่มีใครพูดอวยพรเค้า พอเค้าจาม สามทีติด แล้วก็ต่อด้วยคำว่า Gesundheit! Danke! (ขอบคุณ) คนเดียวเลย

อีกเรื่องนี้คิดว่าหลายคนก็เจอเหมือนกันแหล่ะ คือ ซื้อของที่ซุปเปอร์แล้วจาม ตอนนั้นอั๋นจามตอนจะจ่ายตัง แคชเชียร์ก็บอก Gesundheit! แล้วคนที่ต่อคิวสองสามคนก็พูด Gesundheit! ให้อั๋นเหมือนกัน แลดูเป็นห่วงเป็นใยสุขภาพเนอะ

เคยอ่านในหนังสือ เค้าบอกว่า ประเทศแถบๆนั้น สภาพอากาศจะแปรปรวนตลอดเวลา คนเค้าทักกันเค้าก็พูดว่า สบายดีรึเปล่า Wie Geht? How are you? อะไรก็ว่าไป หรือแบบพวกคนอังกฤษเค้าจะมีคำว่า What’s a nice weather today? อะไรแบบนี้เลย เอาจริงๆแล้วนะ ครั้งแรกที่อั๋นได้ยินคำว่า Bless you ก็ตอนไปเยอรมันรอบแรกหล่ะ อั๋นจามในที่ทำงานแล้วบอสเค้าก็บอกว่า Bless you เราก็….เบลสยู คืออะไรวะ แล้วได้ยินอีกที ตอนไป Stammtisch (เป็น group meeting ของพวกฝรั่งเค้า ก็จะมีกินเบียร์ แล้วพูดคุยตั้งวงกันแหล่ะ)  ถึงได้รู้ว่ามันคืออะไร และเค้าก็สอนเป็นภาษาเยอรมันให้อั๋นอีก พอมารอบที่สอง ก็ไปหน้าหนาว คนจามกันเยอะ เลยได้ยินบ่อยขึ้น เราก็พูดบ่อยขึ้นจนแทบติดเป็นนิสัยเลย

ถ้าบ้านเรา จะกลายเป็นชอบรู้เรื่องธุระคนอื่น ก็จะทักกันว่า สวัสดี ไปไหนมา จะไปไหน ถ้ามาหากันที่บ้านก็เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่ ก็จะเป็น สวัสดี กินข้าวมารึยัง อะไรแบบนี้ (รึเปล่า เดาเอา)

Amsterdam หนาวมาก แบบมึนๆ

สวัสดีค่ะ วันนี้อั๋นจะพาไปเที่ยวอัมสเตอร์ดัมแบบเมาๆค่ะ ที่ว่าเมานี้ไม่ใช่อะไรนะ กลิ่นพืชสมุนไพรมันช่างหอมหวลเหลือเกิน

ในที่สุดช่วงวันหยุดปีใหม่ก็มาถึง อั๋นบอกหัวหน้าว่า หนูจะไปอัมสเตอร์ดัมค่ะ เค้าบอกว่า ระวังตัวด้วยนะที่นั้นคนเยอะวุ่นวาย อีกอย่าง อย่าไปเข้าร้านกาแฟนะ….เค้าไม่ได้ขายกาแฟ!

ทริปนี้มีผู้ร่วมทริปทั้งหมดสี่คน เพื่อนอั๋นที่ชื่อ ธี, รุ่นพี่ที่ TGGS ที่ยังไม่ได้กลับบ้านซักที(ตอนนั้น) ชื่อพี่ตุ่นโอ๊ต กับคุณแม่พี่เค้า

เราออกจากอาเค่นกันแต่เช้าเลย นั่งรถไปจนถึงเนเธอร์แลนด์เลย แล้วไปซื้อตั๋วกันที่นั้น พอดีจากป้ายที่หอพัก จะมีรถวิ่งไปจนถึงชายแดนเนเธอร์แลนด์ (จริงๆอาเค่นก็ชายแดนนะ) แล้วเราต้องหารถไฟไปต่อที่อัมสเตอร์ดัมเองค่ะ การซื้อตั๋วก็ไม่ได้ยากอะไร เป็นตั๋วคิดตามระยะทาง ซื้อแล้วก็จะใช้ไปเมืองที่เราเลือก แต่จะไปเที่ยวไหนก็ได้ภายในเวลาที่ตั๋วกำหนด ความตื่นเต้นมันก็เริ่มขึ้น ตั้งแต่ยังไม่ถึงอัมสเตอร์ดัมเลยค่ะ

รถไฟเนเธอร์แลนด์

รถไฟเนเธอร์แลนด์

อยู่ๆรถไฟคันที่เรานั่งมันก็จอดกลางทางค่ะ ก่อนที่จะจอด เค้ามีประกาศอะไรไม่รู้ยาวๆ เป็นภาษาดัชต์ ในตอนนั้นเองอั๋นก็รู้สึกสำนึกได้ว่า แค่นี้ฉันก็คิดถึงประเทศเยอรมัน คิดถึงภาษาเยอรมันจะแย่อยู่แล้ว ยังดีที่สาวคนที่นั่งข้างหลังเค้าถามคนตรวจตั๋วว่าเกิดอะไรขึ้น ได้ความว่า เค้ามีปิดทางรถไฟเพื่อซ่อมนี้แหล่ะ แล้วเค้าก็ถามว่าจะไปอัมสเตอร์ดัมทำยังไง เจ๊คนตรวจตั๋วก็ดูให้หมดเลยว่า เด๋วลงที่สถานีนี้ ไปที่นี่ เวลาเท่าไหร่ ชาญชลาอะไร นี้ขออวดเลย แอบฟังเค้าแล้วรู้เรื่องหมดเลย จริงๆภาษาเยอรมันเราก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากหนิหน่า แต่ก็ยังไม่รู้ชะตากรรมตัวเองอยู่ดี

พอรถไฟหยุดค่ะ ทุกคนลงรถ เราเอเชียหัวดำสี่คนงงซิคะ ไปไหนต่อ ก็เห็นเค้าเดินๆๆๆ เราก็เดินๆๆๆตาม เพราะเห็นเจ๊คนที่ถามคนตรวจตั๋วเรื่องไปอัมสเตอร์ดัม เราก็คิดว่าเจ๊เค้าต้องไปแน่ๆ ฉะนั้น เราไปตามเค้าล่ะ พอเดินไปเรื่อยๆ มีรถบัสมารับค่ะ เราก็ถามกระเป๋าเป็นภาษาเยอรมันมั้ง รู้สึกว่าเค้าตอบอะไรไม่ได้เลย ดูงงๆแล้วโบกให้เราขึ้น เราก็ขึ้นไปงงๆค่ะ นั่งรถไปเรื่อยๆแบบไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ดูว่าจะมีคนต่างชาติงงเหมือนเราหลายคน เราก็นั่งไปกลัวไป จนถึงสถานีที่คนตรวจตั๋วบอก อั๋นเลยเดาว่า ถ้าเราฟังไม่ผิด เวลากับชาญชลาที่เราได้ยินมา มันต้องตรงกับเที่ยวรถไฟที่มีแน่ๆ และก็มีจริงๆ กรี๊ด ในที่สุด…….นั่งไปเรื่อยๆในที่สุดเราก็เอาตัวเองไปถึงอัมสเตอร์ดัมได้ค่ะ เท่มาก ;____;

ถึงจนได้ ฮะๆๆๆ หน้าอิชั้นจัดเต็มค่ะช่วงนี้

สถานีรถไฟอัมสเตอร์ดัม

มาถึงปุ๊บ งงค่ะ เอาไงกะชีวิตต่อดี จำได้ว่ามีเรือวิ่งในเมืองแต่ราคาแพงมาก เราเลยตัดสินใจ เดินกันค่ะ! เริ่มจากไปซื้อแผนที่กันก่อน แล้วอั๋น ในฐานะผู้ที่ดูแผนที่ได้เชี่ยวชาญที่สุดในเพื่อนๆทั้งหมด ก็เป็นไกด์ทัวร์เดินตาม route ที่แผนที่บอก

อัมสเตอร์ดัมเป็นเมืองติดทะเลค่ะ คลองมีทั้งเมืองเลย สวยมาก แต่ก็นะ ติดทะเล ติดน้ำแบบนี้ บอกได้อย่างนึงคือ หนาวสุดๆไปเลยตอนนั้น จะบร้าตาย เดินไปเต้นไปเพราะหนาวมากๆๆๆ

วิวก็ประมาณนี้แทบทังเมือง

อะไรเอ่ย

อะไรเอ่ย

จตุรัสดัมสแควร์

จตุรัสดัมสแควร์

จตุรัสดัมสแควร์

จตุรัสดัมสแควร์

จริงๆมีรูปอีกเยอะนะ แต่ขี้เกียจลงแล้ว แต่ที่ๆอั๋นอยากไปดูคือตลาดดอกไม้ค่ะ เค้าว่าที่เนเธอร์แลนด์ดอกไม้สวยมาก เสียดายที่ไม่ได้ไปดูสวนดอกไม้ แม้แต่กังหันลม อั๋นก็ยังไม่เห็นเลย

ตลาดดอกไม้ สวยดี ซื้อกลับบ้านเหมือนกัน แต่ปลูกไม่ได้หรอกนะ

และแน่นอน มาถึงอัมสเตอร์ดัม เค้าก็ต้องไปถ่ายกับป้าย Iamsterdam กันใช่ป่ะคะ เดินออกมาอย่างไกลอ่ะ แต่ในที่สุด เราก็ได้รูปนี้ออกมา

คนนี้น่ารักสุด อิอิ

แต่คนเยอะม้ากกกกก ถ่ายได้ทีละตัวอักษร แย่จัง เพราะอย่างนั้น เราเลยต้องพลิกแพลง หมายถึงพลิกจริงๆ ไปถ่ายด้านหลังแล้วกลับด้านเอา ได้ประมาณนี้เลย

I amsterdam

นี้ค่ะ ระหว่างทาง เราไปเจอสิ่งมหัศจรรย์แห่งอัมสเตอร์ดัมเข้า นั้นคือ….. เอเบอร์ครอมบี้แอนด์ฟรินช์ค่ะ เลยเข้าไปชักภาพกับนายแบบหนึ่งที เอร้ย หล่อ ไม่แชร์รูปด้วย หวง อิอิ เป็นการพาคุณแม่ของพี่โอ้ตไปสัมผัสโลกของเด็กๆ (?) นะ ร้านขายผ้าอะไรก็ไม่รู้ คนต่อคิวเข้าแถวกันมากมาย เพ้อเจ้อมาก

เสร็จภารกิจเดินชมเมือง เรายังมีอีกอย่างที่ต้องทำค่ะ นั้นคือ!!!! ไปดู เรดไลท์ดิสทริกค่ะ (Red light District) บอกได้คำเดียวว่า อื้อหือ….​อู้หูว์…..​ยิ่งกว่าฮัมบวกอีกแถวๆนี้ คือนอกจากจะมีห้องไฟสีแดงละนะคะ ระหว่างทางที่เราเดินผ่านผับผ่านบาร์ร้านกาแฟ เค้ามีการรมควันนักท่องเที่ยวเพื่อความครึ้มอกครึ้มใจก่อนเข้าร้านของเค้าด้วยพีชสมุนไพรของเค้า….กัญชานั้นแหล่ะ กลิ่นนี้ทั่วเมืองเลย ธี กับแม่พี่โอ้ต หัวเราะกันตลอดทางเลย แถมหน้าแดงกันอีกตะหาก ส่วนโซนเรดไลท์นี้แบบ มีตั้งแต่ นางฟ้า ยัน ปีศาจพันปีเลยค่ะ มีแบบว่า นี้แบบนี้ยังมีคนซื้ออีกหรอเนี้ย!!!!!! อย่าให้เล่าเลย อยากฟังก็เด๋วถามหลังไมค์ได้ ฮะๆๆๆ

Red light district เครดิตกดที่รูปได้เลยจ้า

Red light district เครดิตกดที่รูปได้เลยจ้า

เดินกันพอเมากันมากแล้ว (?) นี้ไม่สงสัยเลยว่าทำไมเค้าถึงเรียกที่นี่ว่า Sin City จริงๆมีประวัติยาวกว่านี้แต่จำไม่ค่อยได้ เอาเป็นว่าเห็นก็พอจะรู้สึกได้เลยแหล่ะ เย็นมากแล้วก็ได้เวลากลับบ้าน รอบนี้ไม่มีปัญหาค่ะ ยิงยาวไปเยอรมันเลย เป็นการเปิดโลกอีกแบบนึงเหมือนกัน มีแต่คนเสียดายแทนเราที่ไม่ได้ลอง วีท คุ๊กกี้ แต่ก็นะ แค่นี้ ธี กับ แม่พี่โอ้ต ก็หน้าแดง หูแดงกันมากมายละ อีกอย่าง อย่าให้เมาเลย เดี๋ยวไม่งาม แล้วอีกอย่างนะ มาที่นี่ รู้สึกรักเยอรมันขึ้นมาทันทีเลย พอได้ยินภาษาเยอรมันจากรถไฟเท่านั้นแหล่ะ รู้สึกเหมือน นี้แหล่ะ ภาษาที่เราคุ้นเคย แม้ที่อัมสเตอร์ดัม คนจะพูดอังกฤษกันได้เยอะมาก แต่ทั้งภาษา และความวุ่นวาย ทำให้อั๋นรักเยอรมันขึ้นเยอะเลย

ขอบคุณรูปทั้งหมดจากธี อีกที ตามลิงค์นี้เลย เป็นลิงค์เฟสบุ๊คนะ จริงๆรูปอั๋นมากกว่าครึ่ง มาจากกล้องเค้าหมดเลยแหล่ะ

ถ้าเข้าไม่ได้ ก็มีลิงค์ของ Google plus อีก ซึ่งอีกตามเคย คือ มีแต่รูปอั๋นนี้เอง

และสุดท้าย ลงท้ายด้วยน่ารักๆเหมือนเช่นทุกที

จุ๊เอ๋

Das ist für abfliegen ka

อย่างที่รู้ๆกันค่ะ ภาษาเยอรมันของอั๋นนี้ น่าจะมีน้อยกว่าคำว่า Ein bisschen อีกมั้ง เดี๋ยวเล่าเรื่องวันสุดท้ายๆจริงๆกับการเดินทางครั้งนี้ของเราให้ฟัง

วันที่อั๋นแลนด์ดิ้งลงไทยแลนด์แดนสไมล์ สไตล์กูเนี้ยนะคะ ข้างๆอั๋นมีคนเยอรมันสองคน สูงอายุแล้วหล่ะ เค้ามาด้วยกัน คนนึงพูดอังกฤษไม่ได้เลย อีกคนก็ภาษาอังกฤษนิดหน่อย คือมันจะไม่อะไรหรอกค่ะ ถ้าตอนแลนด์ดิ้งลงประเทศไทย เค้าไม่ต้องเขียนใบ Arrival card เนี้ย ถ้านึกไม่ออก ลองดูภาพนี้นะคะ

arrival departure card 4 TM 6

ก็บัตรก็ประมาณนี้แหล่ะ มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เรื่องของเรื่องคือ คนข้างๆของอั๋น เค้าเป็นคนเยอรมันไง มันไม่ได้มีภาษาเยอรมันให้นะคะ แล้วก็ไม่ใช่ฝรั่งทุกคนจะอ่านภาษาอังกฤษออก

พอก่อนจะลง แอร์โฮสเตรส ก็จะแจกใบนี้ให้ผู้โดยสารคนละใบ เราก็กรอกไปไง แอบดูคนข้างๆ เห็นเค้ามีฟอร์มตัวอย่างปริ้นท์มาแล้ว คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ อ้าว! เขียนผิดใบค่ะ อย่างที่เห็นในรูปคือ ใบเดียว สามารถใช้ได้ทั้ง ขาเข้าและขาออก ทีนี้ พอเราจะเข้าไทย เราก็ต้องเขียนที่หน้าบัตรเขาเข้า (Arrival Card) คราวนี้ คนข้างๆมีปากกาด้ามเดียวค่ะ พออั๋นเขียนเสร็จ เค้าก็ทำท่าขอยืมปากกา เราเลยให้เค้า แล้วเลยถือโอกาสแอบดู แต่ฝรั่งข้างๆ เขียนผิดด้านค่ะ ไปเขียนขาออก (Departure Card) แทน แถมยังดูงงๆว่าทำไมไม่เหมือนใบที่ตัวเองปริ้นท์มา

ตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่าเค้าเป็นคนเยอรมัน ก็บอกเค้าว่า Sir, This is for departure, you have to write on arrival card. เค้างงค่ะ ชิท กูพูดอะไรผิดรึเปล่าคะ แอบเหลือบไปดูพาสปอร์ต ชิท ชิท คนเยอรมัน!!! แถมเขียนตรงช่องสัญชาติเป็นภาษาเยอรมันอีก เขียนว่า Deutsch เฉยเลย แทนที่จะเขียนว่า German กูจะบอกเค้ายังไงดี ภาษาเยอรมันยิ่งอ่อนแออยู่

“เอออ Entschuldigung เออ Das ist nitch gut นะ” (ขอโทษค่ะ อันนี้ไม่ใช่นะคะ) เค้าก็เหมือนจะตกใจ แล้ว departure ภาษาเยอรมันว่าอะไรวะ อ๋อ บินคือ ฟลีเก้น เราเรียน trennbare Verben แล้ว อืม ถ้ามันขึ้นคงเป็น ab- ซินะ

“Das ist für abfliegen, Das ist nitch gut” (อันนั้นสำหรับตอนบินขึ้น มันไม่ใช่นะ)  แล้วเค้าก็งงๆ และด้วยความที่ไม่รู้ว่าใช่คำว่า abfliegen รึเปล่า เราเลยทำแขนแบบ เลื่อนเป็นรูปเครื่องบินขึ้นให้เค้าดู เราก็บอกว่า “neue schreiben นะ noch zwei mal” แล้วก็ลุกไปขอใหม่อีกสองอันเอามาให้เค้า เค้าก็เอามาเขียนใหม่

“Schreiben hier โอเค้” คราวนี้ เค้าก็เอามาเขียนใหม่ แล้วฝรั่งข้างๆอั๋น แก่แล้วแหล่ะ เขียนช้ามาก ดูงงๆด้วย เราเลยอาสาจะเขียนให้ “เออ Ich schreibe fur dich okay?” (ฉันเขียนให้เธอมั้ย) คือเข้าใจว่าตอนนั้นเราคงนึกคำสุดภาพไม่ออก เลยใช้คำว่า dich แทนที่จะใช้คำว่า Sie แต่เค้าเข้าใจแหล่ะ แล้วให้เราเขียนแทน เราก็ กรอกเท่าที่รู้ เพราะเค้าเอาพาสปอร์ตตัวเองให้เรา ส่วนคนที่นั่งถัดไปก็เขียนเอง แต่เขียนตามเราไป พวก ชื่อ สัญชาติ ไอ้พวกหน้าแรกๆก็ไม่ยากเท่าไหร่ เราก็ถามง่ายๆ แล้วก็ให้เค้าเซ็น “Und Ihr unterschrift heir”

คราวนี้ เราก็นึกว่า จะหมดแล้วไง เพราะคนไทย ไม่ต้องมีหน้าสอง แต่ฝรั่งเค้าต้องเขียนค่ะ ชิท ชิท ชิท!  แล้วเค้าก็ไม่รู้ภาษาอังกฤษเนี้ยนะ ยังดีที่อีกคนพอรู้บ้าง ไม่ใช่ว่าอั๋นจะพูดเยอรมันทั้งหมดนะ อันนั้นก็เทพเกิน

สามข้อแรกก็คงเหมือนๆเราแหล่ะ แล้วข้อสาม ถามว่าไปพักที่ไหน เราก็ถามง่ายๆเลย “You stay at hotel or your friend’s house?” เพราะดูจากท่าทางไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว คงไม่พักโฮสเทลหรือเกสเฮาท์อะไรหรอก ยิ่งพูดอังกฤษกันไม่ได้ คงต้องมีคนมารับแน่ๆ เค้าก็บอกว่าพักบ้านเพื่อนก่อน แล้วค่อยไปโรงแรม เราก็กาไปสองอันเลย อันถัดไปถามว่ามาเมืองไทยทำไม โอ้ย นึกอะไรไม่ออกฮะ นึกออกอยู่คำเดียว “Travel? เอออ Urlaub oder…..? (Urlaub คือ วันหยุด) โอเค “อุนด์ income?” นี้นึกไม่ออกจริงๆ แต่เค้าเห็นตัวเลขแล้วเค้าคงนึกออก ไม่ยากๆ Yearly ด้วย ก็เขียนไป

คราวนี้ ช่องที่ต้องกรอก ถามอาชีพ เราก็นึกออกอยู่แค่คำว่า ทำงาน “เออ Arbeiten?” เหมือนเค้าจะรู้ จำไม่ได้ว่าเค้าทำอาชีพอะไร ไม่รู้ว่าเพราะเราบอก หรือเค้าอ่านเอง ฮะๆๆ ส่วนถัดไปก็ถามว่ามาจากไหน อันนี้เรารู้ๆ ถามมั่นใจเลย “Wo in Deutschland?” แล้วเค้าก็เอาพาสปอร์ตให้ดู เห็นมั้ย ง่ายๆ ส่วน From เราก็ถามว่า “เออ Wo….Sie เออ (อะไรดีวะ) Abfliegen? เออ Was ist die Flughafen?” (Wo คือ ที่ไหน, Was คือ อะไร, Flughafen คือ สนามบิน) เค้าก็ทำหน้าเข้าใจด้วย บอกว่าบินมาจากเฟรงเฟิร์ต (เหยดดด เข้าใจด้วยอ่ะ แต่ไปเช็คมานี้ เค้าน่าจะใช้คำว่า Der Flughafen แทนที่จะเป็น Die นะ แต่ช่างเหอะ)

ในที่สุดก็เสร็จจนได้ กรี๊ดๆ ดีจัยช่วยฝรั่งเยอรมันได้สองคนกับภาษาเยอรมันง่อยๆ โครตๆ พอเขียนเสร็จเค้าก็ขอบคุณเราใหญ่เลย คุณลุงก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ก็ทำจีบนิ้วชี้กะนิ้วโป้ง แล้วจุ๊บปากตัวเอง ประมาณว่า โห เรียบร้อย ขอบคุณ Danke Danke ฮิฮิ

ขากลับ ก็แยกกันละ เราก็ฝากได้แค่ว่า Schöne Urlab นะ บ้ายบาย เค้าก็ยิ้มให้ แล้วเราก็แยกกัน ปิดฉากเที่ยวเยอรมันของเราด้วยความรู้สึกดีใจ ปนเสียใจนิด รู้สึกผิดที่ภาษาเยอรมันเราก็ยังง่อยอยู่เหมือนเดิม เฮ้อ…

ไปไหนไม่ไป ไป Chemnitz

สวัสดีค่ะ วันนี้จะเขียนบล็อคพาเที่ยวเหมือนเดิม รอบนี้ อั๋นไปหาเพื่อนคนไทยที่สนิทกันมากๆ เรียน ป.โท ด้วยกัน เค้าอยู่คนละทิศกับอาเค่น เมืองที่อั๋นอยู่เลย เพื่อนชื่อ ธี ค่ะ ไปฝึกงานและทำ ธีสิตที่เมือง Chemnitz ตื่นเต้นกันตั้งแต่วันเดินทางเลยขอบอก

เริ่มด้วยช่วงอาทิตย์นั้น ทาง Aachen เค้าจัดทริปไปเที่ยว ปราก กัน ทำให้เพื่อนคนต่างชาติอีกสามคนของอั่นเค้าจะไปปรากกันหมดเลย คราวนี้ ธีก็อยากไปปรากเหมือนกัน เนื่องด้วย เคมนิช ห่างจากปรากแค่สองชั่วโมงโดยรถไฟ เราเลยวางแผนกันว่า จะไปเที่ยวปรากด้วยเหมือนกัน แต่อั๋นจะไม่ไปกับเพื่อนๆจากอาเค่น แต่จะไปแวะหาธีก่อน แล้วเราก็ค่อยนั่งรถไฟไปปรากวันถัดไป

เริ่มต้นด้วยอั๋นได้ตั๋วรถนอนกลางคืนที่วิ่งยาวไปเดรสเด้นเลย เดรสเด้นก็เป็นเมืองหลวงของรัฐนั้น แต่อั๋นก็ต้องไปขึ้นรถไฟที่ Wuppertal เพื่อจะขึ้นรถนอน IC ไปเดรสเด้น (รถไฟคันนี้ก็ยิงยาวไปเช็คริพลับบลิค ไปโปแลนด์เลยนะ ขอบอก) คราวนี้ที่ว่าตื่นเต้นคือ รถไฟดีเลย์ค่ะ คือรถไฟ IC นี้เป็นอะไรที่อั๋นคิดว่า ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็จะหลีกแล้ว แต่ต้องไปเพราะมันวิ่งกลางคืน ยิงยาวๆ แล้วสองเมืองนี้นะ ไกลกันแบบ เยอรมันด้านซ้าย ไป เยอรมันด้านขวาเลย ห่างกันประมาณห้าร้อยกิโลเมตร ถ้ารถวิ่งก็ห้าชั่วโมงกว่า แต่ถ้าเป็น IC ก็ซักเจ็ดชั่วโมง ก็ออกกลางคืน หลับบนรถ แล้วก็ตื่นเช้าก็ถึงพอดี

ถ้าไม่รักไม่ไปนะเนี้ย

ถ้าไม่รักไม่ไปนะเนี้ย

คราวนี้ ที่ว่าตื่นเต้นคือ รถไฟที่ต้องขึ้นที่ Wuppental มันดีเลย์ไปประมาณครึ่งชั่วโมงค่ะ กว่าจะได้ขึ้นรถไฟก็เที่ยงคืน ก็กะว่ารถคงดีเลย์ จากถึงหกโมงครึ่ง ก็เป็นเจ็ดโมงอะไรแบบนี้ เราก็หลับไป คือรถ IC จะเป็นรถกลางคืนเป็นห้องแบ่ง ในรถจะมีที่นั่งหกที่ แบ่งข้างละสาม หันหน้าเข้าหากัน จำได้ว่ารถไฟที่นั่งนี้ผ่านแบร์ลินด้วย พอมีคนลงที่แบร์ลิน เราก็นอนยาวเลย (ตามเส้นทางรถไฟ มันก็อ้อมพอสมควร แต่รถก็วิ่งไวอยู่) พอนอนยาวๆก็สบายซิ หลับเพลิน เพราะกะว่า ถึงเดรสเด้นเจ็ดโมง ทีนี่ พอหกโมงนิดๆ รถมันจอดนิ่งเลย เราก็นึกว่าเป็นสถานีอื่น เลยไม่ได้สนใจ คราวนี้ผ่านไปสิบนาที รถก็ยังไม่ออก เราเลยออกตู้ไปดู กลายเป็นว่า เจอตำรวจเต็มเลยค่ะ!!! แถม ถึง เดรสเด้นแล้วด้วย แม่จ้าวววว ดีนะไม่ได้หลับเพลินเกินห้ามใจ เกือบได้ตื่นอีกทีถึงปรากซะแล้ว รีบเก็บกระเป๋าวิ่งลงรถไฟเลย

พอลงรถไฟจากเดรสเด้น เราก็หารถไฟต่อไปเคมนิชค่ะ เค้าบอกว่าแป๊บเดียวก็ถึง เราเลยคิดว่า รถไฟมันคงมีตลอดๆแบบโคโลญจ์ไปอาเค่นอะไรแบบนี้ แต่กลายเป็นว่า รถมันไม่ตรงเวลาเลย เราลงรถมา นึกว่าจะต้องรอรถไฟ แต่มันก็มีรถไฟที่ไปเคมนิชจอดรออยู่ งงเหมือนกัน ว่าอีกตั้งนานกว่ารถจะมา  ก็ขึ้นเลย แล้วนั่งรถไฟไปเคมนิช วันนั้นเป็นตอนสิ้นเดือนพฤศจิกายน เริ่มเข้าหน้าหนาวแล้ว หิมะยังไม่ตกที่อาเค่น แต่ระหว่างทางจากเดรสเด้นไปเคมนิช เริ่มมีหิมะแล้วค่ะ นั่งดูหิมะตลอดทาง ถือว่านี้เป็นหิมะแรกของปีที่แล้วของอั๋นเลย นั่งดูเพลินไปหน่อย รถไฟดีเลย์ไม่รู้เรื่อง กว่าจะรู้ตัว รถไฟแม่งวิ่งไป สองชั่วโมงค่ะ แค่เดรสเด้นไปเคมนิช

ไปถึงเคมนิช บอกให้ธีมารับ ตอนนั้นน่าจะซักสิบโมง ช่วงที่รอ ก็เนื่องจากยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลยไปสั่งเบอร์เกอร์คิงกิน แล้วเค้าบอกว่า คนที่นี่เค้าไม่พูดภาษาอังกฤษกัน เราเลยต้องใช้ภาษาเยอรมันเพียวๆเลย แบบสั่งง่ายๆ แบบอยากกินเบอร์เกอร์คิงชุดอาหารเช้า ก็ถามเค้าว่า ฮาเบ้นสี ฟรุกสะตุก? เค้าก็บอกว่ามี เราก็สั่งเป็นชุด แล้วก็มิดเฮีย (กินที่นี่) แค่นี้ก็ได้กินข้าวเช้าแล้ว โอ้ย สบายๆ แค่สั่งข้าว แต่มากกว่านี้ห้ามถาม แล้วเราก็เอาของไปเก็บ ห้องธี แล้วกะว่า วันนี้จะไปเที่ยวเดรสเด้นกัน

กลับมาที่รถไฟจากเคมนิช แม่จ้าว รถไฟดีเลย์ แต่เราก็จะไปกัน รอจนรถมา พอเราขึ้นไป แล้วรถแบบ ช้ามาก ไปได้เกินครึ่งทางแล้ว เค้าบอก รถไฟแม่งหยุดวิ่ง เพราะหิมะเยอะมากก!!!! โห แม่ง ไม่ประกาศก่อนกูขึ้นวะ รถไฟเยอรมัน!!!! นี้แบบเจอปัญหากับรถไฟเยอรมันเยอะมากๆๆๆๆ แบบว่าของเค้าดีไง เราก็ expect ไว้สูงหน่อยว่าจะได้ไป ไม่เหมือนรถไฟไทย เราอย่าไปหวังอะไรมาก โห๊ะๆๆๆ กลายเป็นว่า รถจอดรออยู่ประมาณชั่วโมงนึง เค้าก็ต้องวิ่งกลับไปเคมนิชเหมือนเดิม เพราะไปต่อไม่ได้ รถเมล์ก็ไม่รู้นั่งยังไง เราก็บอกว่า กลับเคมนิชก็ได้ ไปเดินเที่ยวเคมนิชแทน

เราสองคนเลยเปลี่ยนแผนไปเคมนิชแทน ที่เคมนิชหนาวมาก น่าจะหนาวกว่าแถวๆอาเค่น 5-10 องศาเลย เพราะหิมะเค้าตกแล้ว แต่อาเค่นยังสดใสอยู่ (ไม่ซิ อาเค่นฝนตกบ่อยมากๆ) แล้วที่นี่ เหมือนเมืองร้างเลย คือใหญ่มากๆ แต่ไม่มีคน มีแต่คนแก่ นักศึกษาก็ไม่เห็นจะออกมาเพ่นพ่านเลย แล้วหิมะตกเยอะมากๆ แบบ ข้อเท้าแล้วอ่ะ นี้เพิ่งเดือนพฤศจิกานะ เราก็ไปเดินตลาดคริสมาสต์แบบหนาวๆ หิมะตกเนี้ยหล่ะ ตลาดคริสมาสต์เค้าใหญ่มากๆๆๆๆ คือร้านก็มีเยอะแหล่ะ แต่พื้นที่ทางเดิน ใหญ่มาก

ราทเฮาส์ นี้ยังแอบเห็นหิมะอยู่เลย ตกได้ตกดีเน้อ

ทางเดินใหญ่มาก


เสียงแรดๆๆๆมากๆ  (ตอนนี้สี่ทุ่มกว่า พอดีเพิ่งอับ น่าจะได้ดูวีดีโอซักตอนห้าทุ่มครึ่งนะ)

คราวนี้ พอเดินเที่ยวเสร็จ เราก็กลับหอธี มีเรื่องเมาท์มอยกันตามประสาคนไม่ได้เจอกันนาน วันนี้เราบอกว่า อยากกินผัดไทย ให้เค้าทำให้ เราเลยเดินไปร้านเอเชียหนึ่งเดียวในเคมนิชค่ะ ซื้อของเยอะมาก ธีบอกว่า เดือนๆนึงซื้อแค่ครั้งเดียว แต่ซื้อที ยี่สิบสามสิบยูโรเลย แล้วนางก็จัดแจงทำผัดไทยในเยอรมันให้กิน เค็มมาก

อ้วน

สุดท้ายนี้ แม้ไปไม่ถึงเดรสเด้น แต่มีความสุขมากๆ ไม่ได้เจอเพื่อนประมาณสี่เดือนมั้ง รีบๆนอนเหอะ พรุ่งนี้เราจะไปปราก เจอกันบล็อคหน้า ปรากตามรอยตัวเองอีกรอบ

และอีกครั้งกับรูปส่งท้าย

อ่านปากของฉันนะ พ่อ....ง

อ่านปากของฉันนะ พ่อ….ง

Love lock ที่ไหนๆก็มี

Love lock ที่ไหนก็มี จริงๆนะ คือที่ไหนที่มีลูกกรง ที่นั้นก็จะมี love lock พอดีดูเรื่อง Now you see me แล้วก็นึกได้ รวบรวมรูปที่ถ่ายมาให้ดูดีกว่า แต่หลักๆคือที่ Cologne แล้วกันนะ เพราะมันไปบ่อยสุดแล้ว แหะๆ

Love lock หรือบางคนก็เรียกว่า Love padlock ก็คือกุญแจที่เค้าจะสลักชื่อตัวเองกับคนที่ตัวเองรัก ล็อคไว้กับสถานที่ๆสำคัญ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสะพาน เพราะล็อคแล้วก็โยนกุญแจทิ้งไปเลย

ไม่ว่าอั๋นจะไปเที่ยวที่ไหน ถ้ามี love lock แขวนอยู่ ชอบดูแต่บางทีก็ลืมถ่ายรูป มันสังเกตเห็นได้จริงๆนะ ^^ เพราะความจริงแล้ว อั๋นก็เป็นคนโรแมนติกไม่ใช่น้อย (แม้จะไม่มีแฟนก็เถอะนะ-พื้นที่โฆษณา) เริ่มจากที่ๆทำให้เราคิดว่า ถ้าไปเยอรมันรอบที่ผ่านมาเนี้ย เราต้องไปให้ได้ นั้นคือที่ Love lock bridge ที่ Cologne พอไปถึงนะ ก็ไปแล้วไปอีกอ่ะ เพราะสะพานนี้ มันติดกับสถานีรถไฟเลย มาถึงก็เจอเลย เพราะ Aachen อยู่ห่างจาก Cologne แค่ชั่วโมงเดียว เลยมีรูปหลายรูปเลย ทั้งกลางวันกลางคืน

กลางคืนก่อนดีรึเปล่า นี้เป็น First Impression ที่ได้ไป Cologne เลย พอออกจากสถานีรถไฟก็เจอโดมขนาดมหึมา และเดินไปอีกนิด ก็เป็นสะพานข้ามแม่น้ำไรน์ นี้แหล่ะที่เป็น Love Locks bridge

สะพานนี้แหล่ะ จริงๆมันเป็นทางรถไฟด้วยนะ

สะพานนี้แหล่ะ จริงๆมันเป็นทางรถไฟด้วยนะ

สวยดีนะตอนกลางคืนเนี้ย ข้างๆเป็นอนุสรณ์ความรัก ข้างหลังเป็นโดมใหญ่

สวยดีนะตอนกลางคืนเนี้ย ข้างๆเป็นอนุสรณ์ความรัก ข้างหลังเป็นโดมใหญ่

จำได้ว่าตอนกลางคืน มีคนคู่นึงมาหา lock ของตัวเอง คาดว่าน่าจะเลิกกันแล้ว แล้วจะมาตัดทิ้งมั้ง เคยได้ยินข่าวเหมือนกัน แต่นะ วันนั้นหนาวมากๆ คิดว่าพอเค้าหาซักชั่วโมงแล้วไม่เจอ คงพากันกลับ และไปเติมความอบอุ่นกัน อิอิ จริงๆมีอันที่น่าสนใจเยอะนะ แต่เอารูปที่ถ่ายตอนกลางวันมาดีกว่า

จะว่าไปมันก็เยอะจนน่ากลัวนะเนี้ย ลูกกวาดมากๆ

จะว่าไปมันก็เยอะจนน่ากลัวนะเนี้ย ลูกกวาดมากๆ

สงสัยเป็นของคนเอเชีย

สงสัยเป็นของคนเอเชีย

เหน็บดอกกุหลาบด้วย

เหน็บดอกกุหลาบด้วย

เค้าว่ากันว่า ปีๆนึง เค้าต้องตัดกุญแจพวกนี้ออกไปเยอะมาก จริงๆตอนปีใหม่ก็ดูลดลงไปเยอะเหมือนกัน ไม่งั้นสะพานทรุดแน่ๆ ในรูปนี้เท่าที่เห็นก็แทบไม่มีที่จะใส่แล้ว ไม่ตัดออกบ้างมันคงล้นออกมาเลย

ไปดูที่อื่นบ้าง

อันนี้ที่ Cinque Terre ที่ Italy

นั่น เค้าอยู่กันดีๆ คนไม่มีคู่จะไปแยกเค้าซะงั้น

นั่น เค้าอยู่กันดีๆ คนไม่มีคู่จะไปแยกเค้าซะงั้น

อันนี้ที่ Venezia (เวนิส) Italy

สีไม่ค่อยสดใสเท่าที่เยอรมันนะ

สีไม่ค่อยสดใสเท่าที่เยอรมันนะ

ที่ปราก ตามรอยพี่รัน กับน้องบัว

ที่สะพานชาลล์ ไม่ได้ถ่ายเอง เอารูปของธีระมาอีกแล้ว

ที่สะพานชาลล์ ไม่ได้ถ่ายเอง เอารูปของธีระมาอีกแล้ว

ลองไปดูที่ฝรั่งเศส

รู้สึกว่า นี้แหละ ในหนัง Now you see me (มั้ง)

รู้สึกว่า นี้แหละ ในหนัง Now you see me (มั้ง)

ที่ไทยก็มีนะ เพิ่งไปมาเลย

Swiss farm หัวหิน

Swiss farm หัวหิน

นี้ยังมีอีกหลายที่ ที่เค้าทำเป็น love lock นะเนี้ย แสดงให้เห็นว่า คนเค้ารักกันมีอยู่ทุกที่ ฮิฮิ แต่นะ ทุกครั้งที่อั๋นไปสะพานที่ Cologne แล้ว อยากจะเอาล็อคเขียนชื่อตัวเองกับคนที่ชอบ ล็อคแล้วเอาโยนใส่ทางรถไฟ ให้กุญแจพังก่อนมันจะลงน้ำนะ ถึงหาเจอ แต่ก็ไขไม่ได้แล้ว อะไรแบบนี้ คล้ายๆเล่นของเลยเนอะ ฮะๆๆ แต่ยังไม่ได้ทำหรอกนะ ไว้มีแฟน จะพาไปล็อคกันสองคน

สวยงาม ^^ ไว้มาอีกทีกับเนื้อคู่ก็แล้วกัน

สวยงาม ^^ ไว้มาอีกทีกับเนื้อคู่ก็แล้วกัน

ทริปตามรอย(ตัวเอง) 4

ต่อกันเลยละกัน เมืองสุดท้ายของทริป ฟานโคเนียนของเรา หลังจากที่เราออกจาก Erlangen แล้ว เราก็ขึ้นเหนือไปอีก บล็อคนี้อั๋นจะพาไปเที่ยว Bamberg ค่ะ

Bamberg (บามเบิร์ก) เมืองเล็กๆที่เป็นมรดกโลก มีแม่น้ำไมน์ (Main) ไหลผ่านใจกลางเมือง 🙂 ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเยอรมัน ใกล้ๆ Nurümberg นั่นเอง (ลอกมาจากเฟสบุ๊คของธี) เราก็ไม่ค่อยรู้อะไรมากหรอก แต่เรียกว่าทริปตามรอยตัวเองอีกเมืองนึงก็เพราะว่า เราก็มีความหลังกับ Bamberg เหมือนกัน ถึงแม้ไม่ได้มาสองปีแล้ว แต่บอกได้เลยว่า อั๋นยังจำทางได้อยู่ ไม่หลงไปไกลหรอก

ความหลังก็คือ ที่ Bamberg มีร้านดนตรี(ที่อั๋นคิดว่า)ใหญ่ที่สุดในเยอรมันเลย นั้นคือร้าน Thomann ค่ะ นั่งรถมาสองรอบ รอบแรกหลงทาง รอบที่สองไม่โง่แล้วค่ะ นั่งรถไปอย่างไกล แต่ด้วยความสามารถในการนั่งรถในเยอรมันของอั๋น อยากไปก็ต้องไปให้ได้ค่ะ ไปถึงโน้นได้กีต้าร์มาหนึ่งตัว พร้อมของแถมเพียบ คนขายของพูดภาษาอังกฤษได้ด้วย ปลื้มมาก คนขายหน้าเหมือน Bryan May ณ วง Queen เลย ทำ Tax Refund ให้เราอีก (แต่เราดันทำกระเป๋าตังหายวันสุดท้ายก่อนกลับ อด Tax Refund เลยค่ะ) เดี๋ยวให้ดูรูปร้าน Thomann รูปพวกนี้ถ่ายเมื่อสองปีก่อนนะ เป็นหน้าร้อน เดินชิลๆสบายๆ

หน้าร้าน

ใหญ่มากๆ สวรรค์สุดๆ อยู่ได้ทั้งวันเลย

เปียโน หรือเครื่องดนตรีอื่นก็มีนะ

ก็รอบนั้นก็หิ้วกีต้าร์กลับบ้านเลยค่ะ นอกจากนี้ หลังจากที่อั๋นกลับมาจากร้าน Thomann พร้อมเครื่องดนตรีแล้ว วันนั้นที่ Bamberg มีเทศกาลพอดี เบียร์ขายทั้งเมืองเลยค่ะ ฟินโคตร ก็เอากีต้าร์ไปเก็บไว้ที่หอเพื่อนคนนึงที่พักที่ Bamberg แล้ว เราก็ออกไปแรดกัน เมากันไม่พอ ที่ทำให้อั๋นจำเมืองนี้ได้ก็คือ อั๋นเมาแล้วเซ กล้องหล่น แตก!!! ค่ะ ToT จากนั้น นี้เป็นสาเหตุที่ทำให้อั๋นโดนล้อเรื่องกล้องแตกมายันทุกวันนี้ แบบว่า เวลากินเบียร์เพื่อนชอบแซว เอากล้องเก็บก่อนนะ….คนเรามันไม่พลาดครั้งที่สองหรอกนะ เรามาดูรูปงานเทศกาลตอนหน้าร้อนเมื่อสองปีก่อนดีกว่า ดูว่าจะเมาเอ้ย คนเยอะขนาดไหน

รูปสุดท้ายก่อนกล้องแตก กำลังกรึ่มๆเลย

เทศกาล คนเยอะมากๆๆๆ

แอนด์เดอะแก๊ง เกือบไม่ได้กลับ Erlangen เพราะกลับกันตอนรถไฟรอบสุดท้ายพอดี

เมื่อกลับมารอบนี้ หิมะลงค่ะคุณ พอมาถึง Bamberg ตอนแรกอากาศสดใสมาก หลังจากเราไปขอแผนที่เมืองมาแล้ว เราก็เริ่มเดินเที่ยวกัน รอบนี้ถึงไม่มีเทศกาลเบียร์ แต่ก็มีตลาดคริสมาสต์นะคะ เมืองนี้ไม่ค่อยใหญ่มาก ไม่หลงกันเท่าไหร่หรอก จากตัวเมือง เดินไปปราสาท อั๋นเคยไปครั้งเดียวก็จำได้ อยากไปที่ไหน จิ้มแผนที่เลย แต่พอเดินไปซักพัก หิมะตกค่ะคุณ ตกแรงมากอ่ะ คือตอนแรกอากาศดีแต่ก็หนาวนะ พอเดินๆไป ยิ่งหนาว ยิ่งหิมะตกแรงอีก โว้… แต่ก็ได้บรรกาศอีกแบบนึงที่ตอนเรามาหน้าร้อนไม่มีเนอะ

ไหนๆก็เป็นทริปตามรอยตัวเองแล้ว ขอเอาบางมุมที่บังเอิญถ่ายมาจากที่ใกล้ๆกันมาเทียบกันระหว่างสองฤดูนะ รูปปี 2010 อาจจะไม่ชัด อาจจะเอียงบ้างอะไรบ้าง ก็ให้อภัยคนเมาละกันนะ ยังไงรูปปี 2012 ก็ถ่ายจากโปรเฟสเชอนัลอยู่แล้ว ไม่อาจสู้ได้

ทางเดินจากสถานีรถไฟ

August 2010

December 2012 มียายตัวกลางนี้มาทำไมเนี้ย

ต่อมาก็โบสถ์

August 2010

December 2012

ทางเดินจากโบสถ์ไปปราสาท

August 2010 รุ้สึกว่าตอนนี้กล้องแตกไปแล้ว

December 2012

Top view จากปราสาท

August 2010

December 2012

ปราสาท

August 2010 กับอานิ สุดสวยจากอัลเมเนีย

December 2012

และรูปนี้คิดว่าหลายๆคนคงเคยเห็นแล้ว เคยเอาแชร์ใน Facebook แล้วด้วย เทียบกันเห็นๆ

แต่ว่าช่วงที่เราไปที่สวน มันแต่งสวนไม่เหมือนกันเลย คือตอนหน้าร้อนจะมีดอกไม้ประดับด้วย แต่หน้าหนาวไม่มี แต่ก็ให้ความรู้สึกสวยไปคนละแบบเลยนะ

บินๆๆ หน้าร้อนมาแล้ว

บินๆๆ หน้าร้อนมาแล้ว

พอหิมะลง ตอนแรกจะถ่ายท่านี้เหมือนกัน แต่ไม่มีดอกไม้อะไรให้เลย ดูแทบไม่ออกว่าเป็นที่เดียวกัน เลยถ่ายกับต้นไม้ข้างๆมาแทน สวยมาก อารมณ์เหมือน เกาหลีเลย

โอ้ย น่ารักจุงเบย ผู้หญิงคนนี้

โอ้ย น่ารักจุงเบย ผู้หญิงคนนี้

ช่วงนั้นเป็นตลาดคริสมาสต์พอดี น่ารักเหมือนกันนะ แถมไม่แออัดเหมือนที่เนินแบร์กด้วย แต่เล็กว่าเยอะ พอดีไปวันอาทิตย์ด้วย แทบร้าง มีแต่ร้าน แต่ไม่มีคนเดิน

เล็กๆน่ารัก

และแล้วก็หมดทริปตามรอยตัวเอง พร้อมหิมะโปรยปราย อั๋นกับธี ก็ต้องแยกย้ายกันกลับบ้านพร้อมหิมะที่กระหน่ำลงอย่างแรงมากๆ จากแบมเบิร์กไปเมืองของแต่ละคนก็ไม่ค่อยยากเท่าไหร่หรอก ร่ำลากันเรียบร้อยแล้วบอกกันว่า อาทิตย์หน้าเจอกันใหม่ เราจะไปเที่ยว Hamburg!!!! ค่ะ

และอย่างว่าคือเราจากกันพร้อมหิมะที่ตกหนัก ขอแถมรูปนึงให้ชื่อว่า…

หิมะตกแรง แต่นางแรงกว่า >:-)

มีรูปอีกเยอะแยะ ของหน้าหนาวปี 2012 จากกล้องธี เป็น Link Facebook เหมือนเดิมนะคะ ถ้าเป็น Picasa ก็จะมีแต่รูปของเรานะ (หมายถึง ธีถ่ายนั้นแหล่ะ แต่มีแต่รูปเราเป็นนางแบบ โอเคป่ะ)

แล้วก็รูป ของหน้าร้อนปี 2010 จากกล้องเราเอง 

และเช่นเคย ส่งท้ายด้วยรูปเราสวยๆแบบทุกครั้ง

ชนกันป่าวพี่น้อง!!!!

ทริปตามรอย(ตัวเอง) 3

หลังจากที่อั๋นกับธี ได้ไปเดินเที่ยวตลาดคริสมาสต์ที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมันแล้ว เย็นวันนั้นเราก็นั่งรถไฟไป Erlangen กันเลย วันนี้ มีผู้ชายมารับค่ะ บล๊อคนี้ไม่ได้พาเที่ยว แค่จะเล่าเหตุการณ์ความประทับใจเฉยๆ อีกอย่าง เราก็ไม่มีรุปถ่ายซักรูปเลย ขนาดธีชอบถ่ายรูป ยังมัวแต่ดีใจจนลืมถ่ายรูปเลย

จริงๆแล้ว เราก็ไปเลทเกือบครึ่งชั่วโมงเลย รู้สึกผิดมาก เพราะอยู่ๆรถไฟก็ไม่วิ่งซะงั้น พอรถไฟมา มันเลยแออัดเล็กน้อย (ไม่ซิ โครต อึดอัดเลย) พอมาถึง ฟิลิป ก็มารับค่ะ ฟิลิป เป็นนักเรียนไอเอสเต้คนเยอรมันที่ดูแลอั๋นตอนอยู่ Erlangen เมื่อสามปีที่แล้ว พอเค้ารู้ว่าเรามา เค้าก็อยากจะเจอ เรานัดเจอกันที่สถานีรถไฟค่ะ เจอฟิลิปปุ๊บ แอบกรี๊ดเลย เมื่อตอนนั้นเค้าหัวเกรียนอ่ะ ตอนนี้เป็นหนุ่มผมยาวแล้ว ธีเห็นหน้าเราแล้วบอกเลย แกอย่าบอกนะ ว่าคนนี้ก็น่ารัก เราก็บอกว่า ใช่ ผมยาว สเปคเลยอ่ะแก >.,< เราไปหาอะไรดื่มกันนิดๆหน่อยที่…ที่ไหนวะ คืออั๋นจำได้แค่ทางจากสถานีรถไฟไปบ้าน ผอ. ได้อย่างเดียว แต่จำทางไป Stamtich ที่เค้านัดกันทุกอาทิตย์ไม่ได้เลยบอกตรงๆ เราก็ไปร้านแถวๆนั้นแหล่ะ ฟิลิปพาไป ก็คุยกันเยอะอยู่ ฟิลิปไปกาน่ามา เราบอกว่า รอบหน้า ถ้าได้ไปอีก ไปที่ไทยนะ เดี๋ยวพาเที่ยวไทย แบบที่โพรสเพอร์พาฟิลิปเที่ยวกาน่าไง

ดึกพอสมควร อั๋นต้องไปนอนห้องโยฮาเนส โยฮาเนสเป็นแฟนกับรอร่า สองคนนี้ให้ที่นอนเราคืนนี้ แล้วเค้าก็มารับเรา เราก็ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ไหน ก็ได้ฟิลิป คุยโทรศัพท์ กับโยฮาเนสแล้วเค้าก็ขับรถมารับเรา ใจดีจุงเบย โยฮาเนส กับ รอร่า เป็นนักเรียนไอเอสเต้คนเยอรมันเหมือนฟิลิป แต่สองคนนี้เค้าไม่ได้ทำแล้วปีนี้ อั๋นเคยไปนอนห้องโยฮาเนสแล้ว ตอนก่อนกลับ ไม่มีห้องพัก เลยไปพักห้องเค้าก่อน รอร่าดูแลเราดีมากๆ ปีที่แล้วเค้าก็ไปเที่ยวไทย อั๋นก็พาเค้าไปเที่ยวเหมือนกัน

พอถึงห้อง กินข้าวเย็นกันนิดๆหน่อย รอร่า เค้าก็เอาแป้งคุกกี้มา เราจะทำคุ๊กกี้กันค่ะ กรี๊ด นี้เป็นกิจกรรมแรกนอกจากกินเบียร์กับทำงานที่อั๋นได้ทำกับคนเยอรมันเลยนะเนี้ย แบบว่า คริสมาสต์ปีนี้ ดีขิงๆ นี้เพิ่งต้นเดือน เราก็มีประสบการณ์วันคริสมาสต์แล้ว อั๋นจำไม่ได้ว่าเค้าเรียกคุ๊กกี้แบบนี้ว่าอะไร แต่คนเยอรมันเค้าจะทำกันเพื่อวันคริสมาสต์กันเลย

รอร่าเอาแป้งมานวดๆๆ เห็นแล้วแบบ ผู้หญิงเยอรมันแม่ง แข็งแรงขิงๆ โยฮาเนสก็ไปเตรียมเตาอบ เรากับธี ก็เอาแป้งมาเข้าพิมพ์แล้วตัดเป็นรูปต่างๆ

ทำไปได้ซักพัก มีเพื่อนมาอีกคนค่ะ เพื่อนชื่อ คริสเตียน คริสเตียนเป็นนักเรียนไอเอสเต้คนเยอรมันเหมือนฟิลิป โยฮาเนส และ รอร่า ปีนี้ก็ยังทำอยู่นะ ใจดีมากๆ คือเค้าเคยไปเรียนที่จีน แล้วไปเที่ยวไทยมาแล้ว เค้าพอจะรู้ว่าธรรมชาติของเราเป็นยังไง แล้วพยายามเข้าใจ เป็นอะไรที่น่ารักมากๆเลย ดีใจมากที่ได้เจอกันอีก แต่ดูธีเพื่อนเรา จะปลื้มเค้าแบบ ปลื้มแบบเขินอ่ะ อยู่ๆก็พูดกับเรา แก คนนี้ น่ารักมากชอบเลยอ่ะ กำ คือตอนแรกเราว่าคริสเตียนหน้าตาคนเยอรมันธรรมดามากนะ พอธีบอกหล่อ เราคิดทันทีเลย เฮ้ย แม่งหล่ออ่ะ ตอนนี้หล่อกว่าโยฮาเนสแล้วอ่ะ คริสเตียนจำวันเกิดเราได้ด้วย ปลื้มอ่ะ ต่อๆ พอเราตัดคุ๊กกี้เป็นรูป เราก็เอาไปอบ คริสเตียนก็มาช่วยด้วย ธีนี้ แม่งเขินเลยอ่ะ มีอันนึงเค้าตัดพลาด เค้าเอาให้ธี แล้วบอกว่า คุณเอาอันนี้ไปละกัน มันตัดไม่เป็นรูปเลย อินี้เขินใหญ่เลยค่ะ โว้….

พอขนมอบเสร็จแล้ว เราก็เอาตกแต่งหน้า โยฮาเนสเอาพวกของตกแต่งเช่น น้ำตาลสีๆ ช็อคโกแลต น้ำตาลไอซิ่ง มะพร้าวอะไรพวกนี้มาให้ ธีแม่งก็เขิน ไม่รู้ทำอะไร ได้แต่เอาคุ๊กกี้มาเรียงๆๆๆ คริสเตียนก็แซวว่า คุณเรียนคอมพิวเตอร์เหมือนปฐมาซินะ นี้คือกำลัง optimize พื้นที่การใช้ถาดอยู่แน่ๆ โอ้ย เขินซิคะ พอตกแต่งเสร็จก็เอามาเรียงใส่กล่องแบ่งกันกิน อร่อยอ่ะ ยิ่งทำเองกับเพื่อนๆเรายิ่งรู้สึกดีมากๆเลย

พอเราทำคุ๊กกี้ แบ่งอะไรกันเรียบร้อยแล้ว เราก็ไปนั่งคุยกัน กินกลูไวน์ (ไวน์อุ่น) ที่คริสเตียนเอามาค่ะ แล้วคุยกันตามประสาเพื่อนไม่ได้เจอกันนาน แลกเปลี่ยนอะไรพวกนี้ แต่ธีนี้ถึงไม่รู้จักใครก็ไม่ใช่ปัญหาค่ะ พี่แกนั่งมองคริสเตียนแบบ….. ท่าทางจะถูกใจ ฮะๆๆ คุยกันจนถึง เราก็เข้านอน ก่อนกลับบ้านคริสเตียนบอกว่า ไม่รู้จะได้เจอกันอีกรึเปล่า เคยได้ยินกฏเจอกันสองครั้งมั้ย คนเราอยู่ไกลกันขนาดนี้ คงได้เจอกันแค่สองครั้ง เราก็บอกว่า เรากับโยฮาเนสเจอครั้งที่สามแล้ว ไว้เราแหกกฏรอบหน้าแล้วเจอกันอีกนะ ฮิฮิ

คุกกี้ แอบเอารูปของธีมาใช้อีกแล้ว ฮิฮิ

คุกกี้ ทำมือ แอบเอารูปของธีมาใช้อีกแล้ว ฮิฮิ

ธีบอกว่า ขนาดเค้าไม่รู้จักกันก่อนยังรู้สึกดีเลย เค้าเข้าใจความรู้สึกเราเลยอ่ะ ว่าดีใจขนาดไหนที่ได้กลับมาเจอเพื่อนอีก อีกอย่าง เค้ามาจากที่ๆคนเยอรมันไม่ค่อยมีใครพูดอังกฤษกัน พอมาที่นี่ มีแต่คนเยอรมันพูดอังกฤษแถมมีทำขนมด้วยกันอีก มันก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่เราจะแฮปปี้มีความสุขมากๆ ถึงแม้เดือนธันวาจะหนาวหิมะลงขนาดไหน แต่ข้างในนี้อบอุ่นมากๆ เป็นการกลับ Erlangen ที่มีความหมายมาก อาทิตย์นั้นทำเราฟินยาวเลย นอกจากฟินเรื่อง ผอ. แล้ว ก็ฟินเรื่องได้เจอเพื่อนี้แหล่ะ ^^ ไว้มีโอกาสจะกลับมาอีกนะ

ตอนเช้าเราก็ต้องแพ็กกระเป๋ากันแล้ว เพราะเรามีแผนสำหรับเมืองถัดไปก็คือไป Bamberg ค่ะ ตอนเช้าโยฮาเนสเลยขับรถไปส่งที่สถานีรถไฟ Erlangen การนั่งรถไฟครั้งนี้ คงไม่ได้มาที่นี่อีกนานเลย บ้ายบาย Erlangen บล็อคถัดไป ไปเที่ยว Bamberg กันค่ะ